ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับผิวพรรณ
ผู้หญิงเกือบร้อยทั้งร้อยมักมีความวิตกกังวลต่ออายุที่เพิ่มขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงด้านความสวยความงาม
โดยเฉพาะเรื่องริ้วรอยของผิวพรรณ ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงรูปโฉมต่าง ๆ นานาที่เกิดขึ้น
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครในโลกนี้ที่สามารถจะหยุดเวลาแห่งความสวยความงามไว้ได้ตลอดกาล เพียงแต่ว่าเราอาจจะยื้อเวลาของความสวยงามให้นานขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหน หรือเสียเงินเสียทองมากมายเพียงใด
และหากมองย้อนไปในอดีต จะพบว่ามีพัฒนาการในเรื่องเทคโนโลยีของการชะลอวัยเกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งยังไปไกลจนแทบอดคิดไม่ได้ว่าสักวันผู้หญิงเราคงปราศจากความคับข้องใจในรูปโฉม เพราะเทคโนโลยีมีคำตอบให้ทุกอย่าง
ทุกวันนี้ จึงมีข้อเสนอมากมายที่ปรากฏต่อผู้หญิง เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาความสวยงามให้คงอยู่ บางอย่างดูง่ายดาย แต่บางอย่างก็ต้องลงทั้งเงื่อนไข และทุนแรง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ก็ดูจะได้รับความสนใจจากผู้หญิงทั่วโลกเสมอ
เรื่องราวเหล่านี้นับวันก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้หญิงไทย บทความนี้ไม่เพียงจะนำเสนอเรื่องราวใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการเท่านั้น หากยังลงไปในรายละเอียด เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสเลือกแนวทางในการชะลอวัยให้ตัวเอง
การนำเสนอของเราเป็นข้อมูลที่อยู่บนพื้นฐานของความจริง มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ตลอดจนมีข้อมูลที่ยืนอยู่บนพื้นฐานความมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ โดยหลักการที่สำคัญที่สุดก็คือ ปราศจากแรงโน้มเอียงของอิทธิพลการโฆษณาชวนเชื่อทุกประการ
ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้มีแนวทางในการตัดสินใจ และเป็นประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกหาแนวทางการชะลอวัย คุณควรทำความรู้จักกับผิวพรรณและการทำงานของมันไว้บ้าง เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจได้ดีว่า สิ่งที่เรากำลังจะทำอะไรต่อมิอะไรกับมันนั้น ทำตรงไหน ทำอย่างไร ทำเพื่ออะไร และทำได้มากน้อยแค่ไหน
ผิวคนเราแบ่งออกเป็น 3 ระดับชั้น แต่ละชั้นต่างก็มีหน้าที่การทำงานแตกต่างกันไป ผิวหนังแต่ละส่วนจะมีความหนาบางไม่เท่ากัน และแน่นอนภายใต้ความหนาบางที่ว่านี้ จะมีจำนวนของเส้นเลือด เส้นประสาท และต่อมน้ำมันที่ไม่เท่ากันด้วย
หากในขณะเดียวกัน แต่ละชั้นผิวก็ทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบตลอดเวลา กล่าวคือ
ผิวชั้นนอก (Stratum Corneum) เป็นชั้นผิวที่เรามองเห็นได้ทั่ว ๆ ไป แต่นอกเหนือไปจากที่เห็น มันยังเป็นชั้นผิวที่เป็นเสมือนโรงงานเซลล์ผิว เซลล์กำหนดเม็ดสีผิวหรือเมลานิน และเป็นที่รวมของเซลล์เสื่อมสภาพทั้งหลายด้วย โดยจะมีการผลิตและผลัดเซลล์เหล่านี้อย่างต่อเนื่องตามธรรมชาติทุก ๆ 2-3 สัปดาห์
ถ้าคุณผู้หญิงลองสังเกตตัวเองจะพบว่า บางช่วงเวลาเราจะรู้สึกผิวพรรณหน้าตาผ่องใสขึ้นเล็กน้อย เช่น หลังการมีรอบเดือน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน หรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่แต่อย่างใดเลย
ที่เป็นดังนี้เกิดจากสาเหตุที่เป็นไปได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนอันสลับซับซ้อน หรือแม้แต่การใช้ผลิตภัณฑ์เร่งการผลัดเซลล์ผิว (ซึ่งคุณก็ใช้อยู่เป็นประจำ) ในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี
แต่เหนืออื่นใดยังมีสาเหตุหลักด้วยก็คือ การครบวงจรการผลัดเซลล์ผิวตามธรรม-ชาตินั่นเอง จึงถือได้ว่า เป็นชั้นผิวที่มีอิทธิพล สามารถส่งผลต่อความสวยความงามด้วย
ผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวระดับชั้นที่ 2 มีหน้าที่หลักในการควบคุมรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย ผิวชั้นนี้มีทั้งเส้นเลือด เส้นประสาท ต่อมไขมัน ตลอดจนโมเลกุลของเซลล์
ผิวชั้นใน (Dermis) หรือชั้นหนังแท้ เป็นชั้นที่อุดมไปด้วยเส้นประสาท ต่อมไขมัน เส้นเลือดเช่นกัน อีกทั้งเป็นศูนย์รวมของเนื้อเยื่อ (Tissue) และโปรตีนสำคัญอีกสารพัดสารพัน รวมถึงเป็นแหล่งผลิตคอลลาเจนกับอิลาสติน ซึ่งเกี่ยวพันกับความนุ่มนวลยืดหยุ่นของสภาพผิวโดยรวมทั้งหมด และอาจกล่าวได้ว่าเป็นชั้นผิวที่หนาแน่นที่สุดเช่นกัน
ไม่ต้องบอกก็คงทราบกันดีว่า ผิวชั้นในสุดนี่เองที่เป็นเสมือนสัญญาณบ่งบอกความสวยความงามของทุกคน
สาเหตุที่ผิวจะถูกทำลาย
เคยมีคนกล่าวว่า พอแก่ลงก็ไม่มีอะไรดี นั่นเป็นคำพูดที่ออกจะโหดร้ายเกินไปหน่อย
แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า อายุที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับความถดถอยของระบบการทำงานทุก ๆ ส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะความร่วงโรยของผิวพรรณ ซึ่งพร้อมจะมาเยือนนับจากพ้นวัย 35 ปีโดยเฉลี่ย จริงอยู่ที่ไม่มีใครหนีรอดวัฏจักรนี้ไม่ได้ แต่ยิ่งแย่แค่ไหนถ้าคุณปล่อยปละละเลยไปตามยถากรรม ในยุคของข่าวสารข้อมูล และเทคโนโลยีก้าวไกลอย่างในปัจจุบันนี้
ทุกวันนี้เราได้รับทราบถึงสาเหตุมากมายที่มีผลต่อความร่วงโรย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความงามทั้งหลายต่างให้คำแนะนำ และพร่ำสอนผู้หญิงอย่างสม่ำเสมอมากมายหลายประการ อาทิ
- แสงแดด จัดเป็นศัตรูตัวฉกาจของผิว โดยเฉพาะแสงแรงกล้าอย่างบ้านเราซึ่งมียูวีทั้งเอและบีอย่างเข้มข้น คุณควรทราบไว้ว่า ยูวีทั้งสองชนิดล้วนเป็นภัยต่อโครงสร้างชั้นผิว
โดยยูวีเอจะทำให้ผิวชั้นนอกมีปฏิกิริยาต้อนรับ โดยสร้างเมลานินเพิ่มขึ้นเพื่อกรองตามธรรมชาติ แต่การต้อนรับเยี่ยงนี้คงไม่น่ายินดีเท่าไรนัก เพราะผลที่ตามมาคือเกิดความผิดปรกติขึ้นในระบบสีผิว เช่น เกิดรอยกระ ฝ้า และสีผิวไม่เรียบเนียน
ส่วนยูวีบี ซึ่งมีเข้มข้นในช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00-16.00 น. นี่ยิ่งร้ายกาจ เพราะมันสามารถลงลึกไปทำลายได้ถึงโครงสร้างผิวชั้นใน (จำได้ไหมว่าคือชั้น Epidermis และ Dermis ที่มีของดี ๆ ทั้งนั้น) ทำให้เนื้อเยื่อเส้นใยต่าง ๆ ตลอดจนคอลลาเจนและอิลาสตินย่อยยับได้ง่าย ๆ และบางทีมันไปแล้วไปลับ จะรักษาฟื้นฟูอย่างไรก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป
- ความเครียด แอลกอฮอล์ และควันบุหรี่ คือศัตรูของผิวที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแสงแดด โดยแอลกอฮอล์และบุหรี่เป็นตัวการสะสมสารพิษในเซลล์ผิว ซึ่งจะไปรบกวนการทำงานในวงจรปรกติ ทั้งการยับยั้งขัดขวางอะมิโนโปรตีนที่เซลล์ผิวต้องการ และทำลายความชุ่มชื้นใต้ชั้นผิว
ส่วนความเครียดนั้นเกี่ยวพันซับซ้อนกับระบบการทำงานของร่างกายทุกส่วน ไม่เว้นแม้ผิวพรรณ โดยเป็นได้ทั้งเกิดความอ่อนล้า จนเซลล์ผิวไม่อยากทำงานอย่างปรกติ หรือในทางกลับกัน ความเครียดก็ทำให้ระบบตื่นตัวจนเซลล์ผิวทำงานหนักเกินพอดีเรียกได้ว่ารวนไปหมด
- ภาวะฮอร์โมนถดถอย มาพร้อมกับวัยตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ฮอร์โมนที่ว่านี้คือฮอร์โมนเพศ หรือ เอสโตรเจน ที่ส่งสัญญาณต่อความนุ่มนวลชุ่มชื้นของผิวพรรณ โดยเฉพาะเซลล์ใต้ชั้นผิวหนังกำพร้าที่ชื่อว่า Langerhan Cells ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะปกป้องความชุ่มชื้นภายใน ตลอดจนปกป้องมลภาวะภายนอก
ที่สำคัญ แลงเกอร์ฮาน เซลล์ ตัวนี้ จะเสื่อมสลายลงไปเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติพร้อมกับวัยที่เพิ่มขึ้น แถมตัวไหนไปแล้วยังไปลับไม่มีการสร้างกลับมาอีก ถ้าไม่รั้งมันไว้ก็จะยิ่งทำให้ผิวเสื่อมสภาพได้ง่ายขึ้น
จากสาเหตุต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา ส่งผลให้โครงสร้างการทำงานใต้ชั้นผิวของเราเกิดการขาดความชุ่มชื้นอย่างรุนแรง จนเนื้อเยื่อและไขมันไม่อาจพยุงรับความยืดหยุ่นได้อีกต่อไป จึงเกิดเป็นร่องรอยเล็กบ้างใหญ่บ้างยุบตัวตามบริเวณที่สูญเสียนั้น ๆ และเป็นที่มาของสัญลักษณ์ความร่วงโรยของผิวพรรณนั้นเอง
ริ้วรอยของความร่วงโรย
คุณจะแทบไม่อยากเชื่อว่าผิวของคนเราสามารถเกิดริ้วรอยได้มากมายหลายประเภท บางประเภทมาแบบชั่วครั้งชั่วคราว และบางประเภทก็มาอยู่ด้วยจนติดตัวไปตลอด เช่น
* Expression Wrinkles เกิดจากการแสดงอารมณ์ที่ทำให้ผิวหน้าเคลื่อนไหวบ่อย ๆ เช่น หยีตา ขมวดคิ้ว หรือรอยมุมปากจากการสูบบุหรี่ เป็นต้น ริ้วรอยประเภทนี้เริ่มจากมาชั่วคราวแล้วหายไป แต่มีโอกาสอยู่อย่างถาวรและเกิดความลึกมากขึ้นได้ในวันข้างหน้า
* Gravity Effects เกิดจากแรงโน้มถ่วงตามธรรมชาติ เมื่อมีอายุได้ 40 ปีขึ้นไป ลองสังเกตบริเวณแก้มทั้งสองข้างก็จะเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงลักษณะย้อยลง โดยเฉพาะบริเวณตามแนวขากรรไกร หรือบางทีก็จะมองเห็นได้ชัดเจนแถว ๆ มุมปาก ใต้ตา และลำคอ
* Time Wrinkles เป็นริ้วรอยที่มาพร้อมอายุที่เพิ่มขึ้น และมันก็จะสะสมไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับความหย่อนคล้อยจากแรงโน้มถ่วงตามธรรมชาติ
* UV Wrinkles ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเกิดจากการถูกแดดทำร้ายผิว หากยังข้องใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ลองย้อนกลับไปดูที่สาเหตุของการที่ผิวถูกทำลายอีกรอบก็ได้
นอกจากนี้ ยูวีเอและยูวีบีในแสงแดดยังเป็นที่มาของความกร้านเกรียมแห้งแล้งของผิวพรรณ ซึ่งก็จะเป็นปฏิกิริยาการเสื่อมสลายของโครงสร้างผิวที่ซ้ำซากวนไปเวียนมาอย่างไม่รู้จบสิ้น
ข้อควรระลึกไว้เสมอก็คือ จากริ้วรอยบาง ๆ และตื้นเขิน สามารถพัฒนาแบบก้าวกระโดดไปสู่ปัญหายุ่งยากใจในวันหน้าได้ไม่ยาก และไม่มีใครห้ามมันได้เสียด้วย |